fbpx
toxic relationship

Codependent Relationship ความสัมพันธ์แบบโหยหาการยอมรับและยึดติดของชาว People-Pleaser

ความสัมพันธ์แบบ Codependent Relationship ต่อเนื่องจาก Blog ที่แล้วที่เราพูดถึง “People-Pleaser คนชอบให้ ฝืนใจตัวเอง” วันนี้เรามาทำความเข้าใจต่อในแง่ความสัมพันธ์ว่าเมื่อชาว People Pleaser มีความรักหากไม่ลุกขึ้นมาจัดการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เติบโตคุณจะเจอกับอะไรบ้าง

ทำความเข้าใจความสัมพันธ์ที่ดูราบรื่นแต่กลับเหนื่อยล้า จากการให้มากเกินไป

ความสัมพันธ์แบบ Codependent Relationship คืออะไร??

Codependent Relationship คือความสัมพันธ์แบบพึ่งพาหรือ ‘ยึดติดกันและกัน’ เนื่องจากโหยหาการยอมรับจากอีกฝ่าย ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่รู้จักอย่างแพร่หลายในปี ค.ศ.1950 โดยใช้กับความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งมี toxic shame เช่น ปมในวัยเด็ก หรืออีกฝ่ายหนึ่งมีลักษณะเป็นคนเอาแต่ใจ หรืออีกฝ่ายเป็นผู้ให้มากเกินไป (People Pleaser) ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องของ ‘อำนาจ’ ที่ไม่เท่าเทียมกันที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์ (imbalance of power) จึงทำให้อีกฝ่ายถูกกดขี่ได้ทั้งทางกาย การกระทำและวาจา จนกลายเป็นคนที่ต้องยอมแลกทุกอย่างเพื่อความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) แม้จะต้องหลอกตัวเองและคนรอบตัวว่าสวยงามก็ตาม ใน Blog นี้เราจะโฟกัสกันที่ความสัมพันธ์และการบริหารจัดการของ People Pleaser ซึ่งมักจบลงด้วยความเหนื่อยและทุกข์มากกว่าอีกฝ่าย

“จริงๆ แล้ว ความสัมพันธ์แบบ Codependent Relationship ที่ไม่ได้รับการพัฒนาหรือจัดการคือสัญญาณเตือนขนาดใหญ่ที่บ่งบอกว่าคุณกำลังอยู่ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ และไม่ใช่ความรัก แต่เป็นการยึดติดและความรู้สึกสิ้นหวังต่างหาก”

แดรี่เลวานี จอห์นสัน (Darylevuanie Johnson) นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการปรึกษากล่าว

ความสัมพันธ์ Codependent Relationship มักเกิดกับคู่ที่มี 2 คนลักษณะนี้มาคบกัน
1. คนเอาแต่ใจ : คนหนึ่งเป็นคนประเภท ‘หลงตัวเอง’ (narcissism) หรือเอาแต่ใจตัวเอง โดยมีพฤติกรรมเอาแต่ตัวเองเป็นหลัก ไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมักเอาเปรียบคนรอบข้างอยู่เสมอ ทำให้คนคนนี้มักจะเป็นคนที่เคยชินกับการ ‘ได้รับ’ และ ‘ต้องการ’ อยู่ฝ่ายเดียว
2. คนขี้หงอ : อีกคนเป็นขั้วตรงข้าม นั่นก็คือคนที่ ‘ไม่มีความมั่นใจ’ ในตัวเองเลย (low self-esteem) ซึ่งก็คือคนที่ชอบเอาอกเอาใจผู้อื่นอยู่เสมอ หรือที่เรียกว่าเป็น people pleaser ที่ความพึงพอใจของคนอื่นมักจะมาก่อนของตัวเองเสมอ และคิดว่าตัวเองไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ กับใครเลย เพราะการถูกปฏิเสธ ถูกโกรธ ถูกบอกเลิก หรือไม่ได้รับการยอมรับ นับว่าเป็นเรื่องที่เจ็บปวดสำหรับคนประเภทนี้ ซึ่งหลายครั้งมันอาจจะถึงการที่จะต้องแลกหรือเสียสละเวลา พลังงาน ความฝัน ความต้องการส่วนตัวของตัวเอง เพื่อทำให้คนอื่นมีความสุขมากที่สุด ทำให้พวกเขามักจะ ‘ให้ไป’ มากกว่าที่ตัวเอง ‘ได้รับ’
 อ่านเพิ่มเติม รู้จักจิตใต้สำนึก (Subconscious Mind) และเด็กน้อยในตัวคุณ>>
อ่านเพิ่มเติม People-Pleaser (ตามใจคนอื่น ฝืนใจตนเอง)>>

การมีนิสัย People Pleaser ค่อนข้างสร้างปัญหาให้กับความสัมพันธ์ เพราะมันทำให้ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่และต้องตอบสนองความต้องการคนอื่นตลอดเวลา ซึ่งนิสัยเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กในครอบครัวที่เคร่งเรื่องการควบคุมที่ต้องทำตามที่ผู้ใหญ่บอกในบ้านตลอดเวลาจนติดเป็นนิสัย แม้ความสัมพันธ์แบบนี้จะดูราบรื่นดี ไม่มีปัญหา อีกคนให้ อีกคนรับ แต่ความจริงแล้วมันทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็น Toxic Relationship และอาจมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในอันตรายโดยไม่รู้ตัว ในเมื่อมันดูเหมือนจะมีคนใดคนหนึ่งได้รับผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว แต่อีกคนที่เป็นผู้ให้ดูจะไม่ได้รับอะไรจากความสัมพันธ์นี้เลยแม้แต่น้อยในด้านความสุขทางใจ แต่ลึกๆ แล้วมันมีประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายคนที่ได้รับการเอาอกเอาใจ การซัพพอร์ต เขาก็รู้สึกสะดวกสบายจากความสัมพันธ์นี้ ส่วนคนให้ก็รู้สึกว่าตัวเองมีความหมายต่อคนๆ ซึ่ง ‘ความสุขหรือประโยชน์ปลอมๆ’ นี้ในระยะยาวจะวกกลับมาทำร้ายคนทั้งคู่โดยเฉพาะผู้ให้

ซึ่งคนประเภท People Pleaser นี้มักจะมีความสับสนเรื่องคุณค่าของตัวเอง คิดว่าตัวเองจะต้องอยู่เพื่อดูแล เพื่อเอาใจคนอื่นเท่านั้น ไม่สามารถทำตามใจตัวเองมากนัก ด้วยความกลัวว่าจะถูกโกรธ ถูกเกลียด ถูกปฏิเสธ ถูกบอกเลิก จึงยอมถูกเอาเปรียบเพื่อให้เขายังอยู่ด้วยกันกับเรา เป็นการยอมเพื่อลดความขัดแย้ง เพราะไม่ทะเลาะจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต จนลืมไปว่าความซื่อสัตย์ ความเกรงใจ และความเคารพซึ่งกันและกัน เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทุกคนควรจะได้รับ ไม่ว่าจะเข้าไปอยู่ในสัมพันธ์รูปแบบใดก็ตาม

อยากให้ลองสำรวจตัวเองว่า ความสัมพันธ์ของเรานั้นเข้าข่ายยึดติดกันและกันเกินไปหรือเปล่า และเรากลายเป็นคนที่ต้องยอมแลกทุกอย่างเพื่อความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) นี้หรือไม่ ผ่านการตั้งคำถามกับตัวเอง และตอบในใจพร้อมๆ กันว่า ที่ผ่านมาเรามีพฤติกรรม ความคิด หรือความรู้สึกเช่นนี้หรือไม่?

  1. ความต้องการส่วนใหญ่ของเราคือการเสียสละ การทำให้แม้ว่าจะฝืนใจก็ตาม เพื่อทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจมากที่สุด
  2. ไม่กล้าปฏิเสธหรือพูดคำว่า ‘ไม่’ เวลาอีกฝ่ายเรียกร้องอะไรจากเรา
  3. เรากลัวอีกฝ่ายจะโกรธอยู่ตลอดเวลา
  4. เราพยายามปกปิดปัญหา มีข้ออ้างหรือแก้ตัวให้อีกฝ่าย
  5. เรามักจะกังวลความรู้สึกและความคิดของคนอื่น เช่น กังวลว่าคุณพ่อคุณแม่จะเป็นห่วงหากรู้ว่าเราไม่มีความสุข
  6. มีความเหนื่อยใจและทุกข์ใจซ้ำๆ รู้สึกติดบ่วงและออกมาจากความสัมพันธ์ครั้งนี้ยากเหลือเกิน
  7. ต้องคอยเงียบและข่มความรู้สึกเอาไว้ ไม่กล้าบอกความรู้สึกและความคิดในใจให้อีกฝ่ายรับรู้เพราะไม่อยากทะเลาะกัน

    และถ้าคำตอบออกมาว่า ‘ใช่’ เกือบจะทุกข้อ นั่นแปลว่า คุณก้าวขาเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ Codependent Relationship ที่ยึดติดนี้แล้ว และในไม่ช้าความสัมพันธ์นี้จะทำลายคนทั้งสองคน ด้วยการทำให้คนหนึ่งมีอาการเสพติดที่จะเอาเปรียบและใช้ความรุนแรงไปเรื่อยๆ (ทั้งทางกาย คำพูด ทำร้ายจิตใจ) ในขณะเดียวกันอีกคนละทิ้งความฝัน ความต้องการ หรือความเป็นตัวเองไป เพื่อทำให้อีกฝ่ายสบายใจเพื่อลากความสัมพันธ์ให้ไปต่อ คุณลองนึกย้อนไปถึงความสัมพันธ์หรือคนรักเก่าของเราในอดีตก็ได้ค่ะว่ามีหน้าตาแพทเทิร์นเดียวกันมั้ย ถ้าใช่ก็ถึงเวลาที่จะลุกขึ้นมาจัดการตัวเองได้แล้ว ลองดูสรุปวงจรแพทเทิร์นความสุขความสัมพันธ์ของ People Pleaser แบบ Worst Case Scenario หากคุณไม่ลุกขึ้นมาจัดการตัวเองได้ตามภาพด้านล่างนี้ค่ะ

ข่าวดีคือไม่ใช่ว่าทุกคนที่เป็น People Pleaser จะต้องอยู่ในวงจรนี้ หากคุณมีความตระหนักรู้และตั้งใจที่จะออกมาก็สามารถทำได้แต่อาจใช้เวลา ทั้งนี้การจะพาตัวเองออกจากวงจรนี้สามารถทำได้ด้วยตัวคุณเองเท่านั้น เรามาดูเทคนิคกันค่ะ

วิธีพัฒนา Codependent Relationship ให้กลายเป็น Happy & Healthy Relationship สำหรับชาว People Pleaser

1. เริ่มจากรักตัวเองก่อน : เอาตัวเองและความรู้สึกตัวเองมาก่อนอันดับแรก
ทำสิ่งต่างๆที่ส่งเสริมการรักตัวเองเช่น ค้นหาคุณค่าในตัวเอง พูดชมตัวเอง (Positive Self-talk) กล้าเป็นตัวของตัวเองและทำตามใจตัวเองบ้าง เวลามีปัญหาอะไรก็กล้าพูดกับอีกฝ่ายตรงๆ เรื่องไหนไม่อยากทำให้ฝึกปฏิเสธ หากยังไม่กล้าพอให้ลองฝึกเว้นช่วงก่อนที่จะตอบกลับ เช่น ขอตอบวันพรุ่งนี้ ขอตอบอาทิตย์หน้า การจะมีความสัมพันธ์กับคู่รักที่ดีได้ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเองก่อน เมื่อเรารักตัวเองมากขึ้นเราก็จะเลิกอยู่ในความสัมพันธ์แบบโหยหาการยอมรับจากคนอื่นและจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้

2. เข้าใจตัวเอง
ครอบครัวเป็นตัวแปรสำคัญที่บ่มเพาะนิสัย People Pleaser ทำให้ตอนเป็นเด็กต้องเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองไว้และเรียนรู้ว่าเป็นวิธีการที่จะทำให้อยู่รอดในชีวิต ซึ่งนิสัยนี้เองของเราจะทำให้เราเหนื่อย วิตกกังวล ฝืนใจ ส่งผลให้การใช้ชีวิตคู่ไม่มีความสุข ซึ่งการเข้าใจตัวเองสำหรับคนที่เป็น People Pleaser นั้นเป็นเรื่องยากเนื่องจากได้เฉือนความเป็นตัวของตัวเองทิ้งไปนานแล้วและมักไม่ยอมรับความจริง เนื่องจากสมองและการรับรู้และนำเสนอตัวเองแบบ False Self สวมหน้ากากที่สร้างขึ้นมาเป็นระยะเวลานาน และมักปฏิเสธความจริง (Denial) บทบาทเหล่านี้จึงทำหน้าที่เดียวกับกลไกป้องกันตัวเองทางจิต (Ego Defense) และบ่อยครั้งจะมีการจินตนาการหรือหลอกตัวเองและคนรอบตัวว่าชีวิตของเราปกติดี (Fantasy Bond) เช่น “บ้านของเราเป็นครอบครัวอันแสนอบอุ่น” หรือ “บ้านของเรารักกันมาก” (ทั้งๆที่ความจริงเหนื่อยและไม่มีความสุข) วิธีการที่จะก้าวข้ามเรื่อง Ego Defense ได้คือการเปิดใจ เปิดตากับการค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เพราะเมื่อเรารู้จักตัวเองแล้ว เราจะได้นำเสนอตัวเองในแบบที่เป็นตัวของตัวเองจริงๆ เพราะ People Pleaser มักไม่ Express ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมาก หลายๆครั้งทำให้คู่ครองของเราไม่เข้าใจและไม่ทราบว่าลึกๆแล้วเรารู้สึกอย่างไร การรู้จักตัวเอง รู้จักความคิดและอารมณ์จริงๆของตัวเองและสามารถแสดงออกถึงความรู้สึกได้อย่างเหมาะสมคือเป้าหมายของการออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่ Healthy นี้ค่ะ

3. กำหนดขอบเขตกับอีกฝ่าย : จัดการขอบเขตของตัวเองให้ดีด้วยการฝึกทักษะชีวิตต่างๆที่ช่วยเพิ่มการเคารพนับถือตนเอง และการสื่อสารอย่างมั่นใจ

ปัญหาของ People Pleaser คือจะไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และไม่รู้ว่าควรตอบสนองอีกฝ่ายแค่ไหน ซึ่งการกำหนดขอบเขต ไม่ใช่การบอกเลิก หรือชวนทะเลาะแต่เป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าเรื่องไหนรับได้ รับไม่ได้ ซึ่งจะทำให้เหนื่อยน้อยลงและมีความสุขมากขึ้น โดยต้องลุกขึ้นมาเพิ่มทักษะต่างๆ เพื่อให้ขอบเขตของเราแข็งแรงและชัดเจน เช่น ปฏิเสธให้เป็น, สื่อสารโน้มน้าว, Self-Love, Self-Esteem, การสื่อสารอย่างมั่นใจ (Affirmation) อ่านเพิ่มเติม สื่อสารอย่างมั่นใจ ให้ได้ใจ (Affirmative Communications) , รู้จัก 5 Love Language อ่านเพิ่มเติม 5 Love Languages “ภาษารัก” เคล็ดลับสร้างความรักที่ยืนยาว>>

4. มองโลกตามความเป็นจริง
คนที่มีนิสัย People Pleaser หรือ Codependency มักมีนิสัยคิดลบ และคิดไปเองซึ่งการคิดลบเหล่านี้เป็นการทำร้ายตัวเองอย่างมากจึงต้องหัดมองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น และมักคิดไปเองว่าคู่ของเราเป็นคนไม่ดีเอาเปรียบ ไม่ให้เกียรติเรา ซึ่งแท้จริงแล้วครึ่งหนึ่งของเรื่องราวความทุกข์ใจและเหนื่อยล้าสาเหตุคือเกิดจากนิสัย People Pleaser ของเราเองที่เรากำลังทำร้ายตัวเองอยู่ทุกวัน (Self-Sabotage)

5. พบนักบำบัด นักจิตวิทยา หรือโค้ช

การพูดคุยกับเพื่อนหรือคนใกล้ตัวเพื่อระบายความในใจเป็นเรื่องดี แต่บ่อยครั้ง People Pleaser มักหลอกตัวเองและเลือกที่จะเล่าและรับฟังคำแนะนำจาก People Pleaser ด้วยกัน ซึ่งคนเหล่านี้คือคนที่น่ารักคอยให้กำลังใจแต่จะพาคุณวนเวียนอยู่ในวงจรนี้ตลอดไปโดยไม่มีการแก้ไขและทุกอย่างจะแย่ลงในระยะยาว

หากรู้สึกว่าการแก้นิสัย People Pleaser เป็นเรื่องยากสำหรับเรา ควรไปพบนักบำบัด หรือโค้ช หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจที่มาของนิสัยที่เป็นปัญหาและรับมือกับมันได้

นิสัยและความคิดของคนอื่นเป็นเรื่องที่เหนือการควบคุมเสมอ แต่มีอย่างหนึ่งที่เราสามารถควบคุมได้แน่ๆ โดยไม่ต้องคาดเดานั่นก็คือ เราสามารถมอบความสุขให้กับตัวเองได้ทันที เพียงแค่คุณเลือกที่จะมีความสุข ออกมายืนในจุดที่เราสบายใจและเจ็บปวดน้อยที่สุดด้วยการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังเผชิญความสัมพันธ์นี้อยู่นะคะ

บทความเขียนโดย เณริศา อิศรางกูร ณ อยุธยา

MindSpring Consulting

______________________

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

 รู้จักจิตใต้สำนึก (Subconscious Mind) และเด็กน้อยในตัวคุณ>>

6 แนวทางการพัฒนาจิตใต้สำนึก >>

People-Pleaser (ตามใจคนอื่น ฝืนใจตนเอง) >>

Codependency Relationship ความรักและสัมพันธ์แบบพึ่งพาหรือ ‘ยึดติดกันและกัน’ โดนทำร้ายจิตใจแค่ไหนก็ยังเลือกที่จะอยู่ >>
รู้จัก 5 Love Language อ่านเพิ่มเติม 5 Love Languages “ภาษารัก” เคล็ดลับสร้างความรักที่ยืนยาว>>