self love

รับคำชมไม่เป็น? เข้าใจสาเหตุทางจิตวิทยา พร้อมวิธีฝึกเห็นคุณค่าของตัวเองจากจุดแข็ง

ทำไมหลายคนถึงรับคำชมไม่เป็น?

การรับคำชมไม่ใช่เพียงเรื่องของมารยาท แต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่เรามีกับตัวเอง และวิธีที่เรามองตัวเอง (Self-Concept)

เมื่อมีคนชื่นชม สมองจะไม่ได้แค่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย แต่จะนำคำชมนั้นไปเปรียบเทียบกับภาพที่เรามีต่อตัวเอง

หากคำชมสอดคล้องกับสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง เราจะยอมรับคำชมนั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แต่หากลึก ๆ เราเชื่อว่า

“ฉันยังไม่เก่งพอ”
“ฉันยังทำได้ไม่ดีพอ”

สมองจะเริ่มตั้งคำถามทันทีว่า

  • “เราเก่งจริงหรือ?”
  • “เขาชมเพราะเกรงใจหรือเปล่า?”
  • “เขาพูดตามมารยาทหรือเปล่า?”

หลายครั้ง การปฏิเสธคำชมจึงไม่ได้เกิดจากความถ่อมตัว แต่เกิดจากความเชื่อที่เรามีต่อตัวเอง

แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้หลายคนรับคำชมได้ยาก?


1. วัฒนธรรมที่สอนให้ “ถ่อมตัว” มากกว่าการเห็นคุณค่าของตัวเอง

หลายคนเติบโตมาในสังคมที่ให้คุณค่ากับความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็นคุณค่าที่งดงาม

แต่บางครั้ง เราอาจเผลอตีความว่า

“การยอมรับคำชม คือการหลงตัวเอง”

เมื่อมีคนชม เราจึงรีบตอบว่า

  • “ไม่หรอก ฟลุ๊กมากกว่า”
  • “ไม่ได้เก่งขนาดนั้น”
  • “ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ”

จนกลายเป็นความเคยชิน

ความถ่อมตัวเป็นมารยาททางสังคม แต่การไม่กล้ายอมรับคุณค่าของตัวเองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การยอมรับคำชมไม่ได้ทำให้เราเป็นคนหลงตัวเอง แต่เป็นการยอมรับความจริงว่า สิ่งที่เราทุ่มเทและลงมือทำ มีคุณค่าในสายตาของผู้อื่น


2. ไม่เคยฝึกมองเห็นคุณค่าของตัวเอง (Self-Worth)

หลายคนเก่ง แต่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะมองเห็นความดี ความสามารถ หรือจุดแข็งของตัวเอง

เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการมองหาสิ่งที่ต้องแก้ไข มากกว่าการยอมรับสิ่งที่ทำได้ดี

เมื่อมีคนชม สมองจึงรีบถามทันทีว่า

“เขาพูดจริงหรือ?”

“เราเก่งขนาดนั้นจริง ๆ หรือ?”

ทั้งที่คำชมนั้นอาจสะท้อนสิ่งที่คนอื่นมองเห็น แต่เราไม่เคยมองเห็นในตัวเอง

การเห็นคุณค่าของตัวเองไม่ใช่ความหลงตัวเอง แต่คือการยอมรับว่า เราก็มีความสามารถ มีความพยายาม และสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นได้เช่นกัน


3. คุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับผลงาน (Performance-Based Self-Worth)

สำหรับหลายคน ความสำเร็จไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของงาน แต่กลายเป็นเครื่องวัดคุณค่าของตัวเอง

วันที่ทำโปรเจกต์สำเร็จ ได้รับคำชม หรือทำเป้าหมายได้ ก็รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

แต่วันที่งานผิดพลาด ยอดขายไม่ถึงเป้า หรือโปรเจกต์ไม่เป็นไปตามแผน กลับตีความทันทีว่า

“ฉันล้มเหลว”

ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่ล้มเหลวอาจเป็นเพียง งานหนึ่งชิ้น ไม่ใช่ ตัวตนของเรา

รูปแบบความคิดนี้ทำให้เรารับคำชมได้ยาก เพราะลึก ๆ แล้วเรารู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองเปลี่ยนแปลงไปตามผลลัพธ์ของงาน

สิ่งนี้พบได้บ่อยในคนที่มีความมุ่งมั่นสูง รวมถึงคนที่มีพรสวรรค์กลุ่ม Achiever ตามแนวคิด CliftonStrengths

คนที่มีพรสวรรค์กลุ่มนี้มักมีแรงผลักดันภายในสูง มีความสุขกับการลงมือทำและการสร้างผลงาน แต่จุดบอดที่พบได้คือ การเผลอผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับความสำเร็จ

เมื่อทำได้ดี ก็ภูมิใจในตัวเอง

แต่เมื่อทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ก็รู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ดีพอ”

ทั้งที่คุณค่าของคนเรา ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงตามผลลัพธ์ของโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่ง


4. Impostor Syndrome: รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่งจริง

บางคนมีผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่กลับเชื่อว่าความสำเร็จเกิดจากโชค จังหวะเวลา หรือเพราะคนอื่นยังไม่เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง

เมื่อได้รับคำชม จึงรีบปฏิเสธ เพราะกลัวว่าสักวันคนอื่นจะค้นพบว่า

“จริง ๆ แล้วเราไม่ได้เก่งอย่างที่เขาคิด”

คนที่มีแนวโน้มของ Impostor Syndrome มักทำงานหนักกว่าคนทั่วไป แต่กลับไม่เคยรู้สึกว่าตัวเอง “ดีพอ” ที่จะได้รับคำชื่นชม


5. มาตรฐานในใจที่สูงเกินไป (Perfectionism)

คนที่มีมาตรฐานสูงมักไม่ได้มองสิ่งที่ทำสำเร็จ แต่โฟกัสสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์

แม้งานจะออกมาดีถึง 90%

สมองกลับสนใจอีก 10% ที่ยังผิดพลาด

จึงรู้สึกว่า

“ยังไม่ควรได้รับคำชม”

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำชมจึงไม่เคยช่วยเติมพลัง เพราะเราเอาแต่เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง


6. กลัวว่าคำชมจะมาพร้อมความคาดหวัง

สำหรับบางคน คำว่า

“เก่งมาก”

ไม่ได้แปลว่าได้รับการยอมรับ

แต่สมองกลับตีความว่า

“ครั้งหน้าห้ามพลาดนะ”

คำชมจึงกลายเป็นแรงกดดัน มากกว่าจะเป็นกำลังใจ

เมื่อเป็นเช่นนี้ การปฏิเสธคำชมจึงกลายเป็นวิธีลดความคาดหวังของคนรอบตัว

5 วิธีฝึกใจรับคำชม 

การรับคำชมไม่ใช่การยกย่องตัวเอง แต่คือการยอมรับทั้งความตั้งใจของผู้ให้คำชม และความพยายามของตัวเราเอง

หากคุณรู้สึกเขิน รีบปฏิเสธ หรือสงสัยทุกครั้งที่มีคนชื่นชม ลองฝึกทีละน้อยผ่าน 5 วิธีต่อไปนี้

1. Practice Saying “Thank You” — เริ่มต้นด้วยคำว่า “ขอบคุณ”

เมื่อมีคนชม ไม่จำเป็นต้องรีบปฏิเสธหรืออธิบายว่าตัวเองไม่ได้เก่งขนาดนั้น

ลองตอบเพียงว่า

“ขอบคุณนะ”

สั้น ๆ แต่จริงใจ

การพูดคำว่า “ขอบคุณ” ไม่ได้แปลว่าเราหลงตัวเอง แต่เป็นการเปิดใจรับความปรารถนาดีของอีกฝ่าย และยอมรับว่าความพยายามของเรามีคุณค่า


2. Separate Facts from Feelings — แยกข้อเท็จจริงออกจากเสียงวิจารณ์ในใจ

เมื่อมีคนชื่นชม ลองหยุดถามตัวเองว่า

  • ฉันตั้งใจทำงานนี้หรือไม่
  • ฉันใช้เวลาและความพยายามมากแค่ไหน
  • มีหลักฐานอะไรที่บอกว่าฉันทำได้ดี

หลายครั้ง สิ่งที่บอกว่า

“เรายังไม่ดีพอ”

ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นเสียงวิจารณ์ที่เราพูดกับตัวเองซ้ำ ๆ จนกลายเป็นความเชื่อ


3. Practice Self-Appreciation — ฝึกมองเห็นคุณค่าของตัวเอง

ทุกวันก่อนนอน ลองถามตัวเองว่า

  • วันนี้ฉันทำอะไรได้ดี
  • วันนี้ฉันใช้จุดแข็งอะไร
  • วันนี้ฉันสร้างคุณค่าให้ใครบ้าง

การฝึกเช่นนี้ช่วยให้สมองค่อย ๆ มองเห็นตัวเองอย่างสมดุล ไม่ใช่จดจำแต่ข้อผิดพลาด แต่ยังมองเห็นความพยายามและคุณค่าที่เรามี


4. Keep a Daily Success Journal — บันทึกคำชมและความสำเร็จ

สมองของคนเรามักจดจำเรื่องผิดพลาดได้ดีกว่าเรื่องดี ๆ

ลองสร้าง Daily Success Journal หรือสมุดบันทึกความสำเร็จ โดยจดสิ่งเล็ก ๆ ที่คุณทำได้ดีในแต่ละวัน รวมถึงคำชมหรือ Feedback เชิงบวกที่ได้รับจากหัวหน้า ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน หรือคนในครอบครัว

เมื่อถึงวันที่คุณเริ่มสงสัยในตัวเอง ลองกลับมาอ่านอีกครั้ง

คุณอาจค้นพบว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากโชคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความตั้งใจ ความพยายาม และศักยภาพที่คุณมี


5. Discover Your Strengths — รู้จักจุดแข็งของตัวเอง

หลายคนรับคำชมไม่เป็น เพราะไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งอะไร

เมื่อเราเข้าใจศักยภาพตามธรรมชาติของตัวเอง ผ่านการสะท้อนตนเอง การได้รับ Feedback หรือเครื่องมืออย่าง CliftonStrengths เราจะเริ่มเข้าใจว่า คำชมที่ได้รับไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนคุณค่าที่เราสร้างให้กับผู้คนรอบตัว

เมื่อเรามองเห็นจุดแข็งของตัวเอง เราจะรับคำชมได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเราเข้าใจว่าคำชมนั้นมีที่มาที่ไป


การรับคำชม เริ่มต้นจากการรู้จักตัวเอง

หลายคนคิดว่าปัญหาอยู่ที่การ “รับคำชมไม่เป็น”

แต่ในความเป็นจริง การรับคำชมเป็นเพียงผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ที่เรามีกับตัวเอง

เมื่อเราเข้าใจตัวเองมากขึ้น มองเห็นทั้งจุดแข็ง คุณค่า และศักยภาพของตัวเอง เราจะค่อย ๆ เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อตัวเอง จากการมองเห็นแต่ข้อบกพร่อง มาเป็นการมองเห็นทั้งสิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ยังพัฒนาได้

การรู้จักตัวเองจึงไม่ใช่แค่การค้นหาว่า “เราเก่งเรื่องอะไร” แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับตัวเอง และเรียนรู้ที่จะยอมรับคุณค่าของตัวเองอย่างที่เป็น

เครื่องมืออย่างแบบทดสอบจุดแข็ง CliftonStrengths และการโค้ชจุดแข็ง (Strengths Coaching) ช่วยให้หลายคนค้นพบศักยภาพที่อาจมองข้าม เข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง
ความสำเร็จของตัวเอง และเปลี่ยนวิธีที่มองตัวเองจาก “ฉันยังไม่ดีพอ” เป็น “ฉันมีคุณค่า และยังเติบโตได้อีก”

เมื่อมุมมองต่อตัวเองเปลี่ยน การรับคำชมก็จะไม่ใช่เรื่องน่าอึดอัดอีกต่อไป แต่กลายเป็นการยอมรับทั้งความพยายามของตัวเองและความปรารถนาดีของผู้อื่น


สนใจเรียนรู้และเข้าใจตัวเองมากขึ้น?

หากคุณอยากค้นพบจุดแข็ง เข้าใจคุณค่าของตัวเอง และพัฒนาศักยภาพจากภายในสู่ภายนอก สามารถดูรายละเอียด หลักสูตรพัฒนาตนเอง (Personal Development Programs) และ Strengths Coaching ของ MindSpring Consulting ได้ที่

https://www.mindspringconsulting.com/public-program-schedules/

อจ.แป้ม เณริศา อิศรางกูร ณ อยุธยา
เขียนโดย
อจ.แป้ม เณริศา อิศรางกูร ณ อยุธยา
Gallup-Certified Strengths Coach
Founder, MindSpring Academy
"แป้มเชื่อว่า การที่เราได้มาเจอกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ยินดีที่ได้รู้จัก ได้เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันค่ะ"
View Coach Profile →