ในยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดเดาได้ยาก สิ่งหนึ่งที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกมองหาจากพนักงานไม่ใช่แค่คนที่ “ทำงานตามสั่งได้ดี” อีกต่อไป แต่คือคนที่มีทักษะการทำงานแบบ “Proactive” หรือ การทำงานเชิงรุก
ในการบริหารทรัพยากรบุคคลยุคใหม่ การทำงานเชิงรุกไม่ได้เป็นเพียงแค่สไตล์การทำงานส่วนตัว แต่ได้รับการยกระดับให้เป็นหนึ่งใน Leadership Competency (สมรรถนะความเป็นผู้นำ) ที่สำคัญที่สุดในการคัดเลือกกลุ่มหัวกะทิ (Talent) วางตัวผู้สืบทอดตำแหน่ง (Successor) และพัฒนาผู้นำรุ่นต่อไป
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่า Proactive Working คืออะไร ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงเติบโตแบบก้าวกระโดด และทำไมองค์กรถึงต้องการคนแบบนี้มาเป็นผู้นำ
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า Proactive คือการทำงานเร็ว หรือการขยันทำสิ่งต่างๆ ล่วงหน้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว Proactiveคือ “การคิดและลงมือทำล่วงหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์ หรือสร้างความเปลี่ยนแปลง แทนที่จะรอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยแก้ไข (Reactive)”
สรุปความต่างให้เห็นภาพชัดๆ
Reactive (เชิงรับ): รอคำสั่ง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นชิ้นงาน ค่อยวิ่งตามแก้ (มองอดีตและปัจจุบัน)
Proactive (เชิงรุก): มองไปข้างหน้า คาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า เสนอแนวทางแก้ไข และลงมือทำทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง (มองอนาคต)
เหตุผลที่คนทำงานเชิงรุกมักจะได้เลื่อนตำแหน่ง เร็วกว่าเพื่อนร่วมงานในระดับเดียวกัน ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก:
เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ก่อนใคร: เพราะพวกเขาชอบคิดล่วงหน้า ทำให้เห็นสัญญาณเตือนของปัญหาหรือโอกาสใหม่ๆ ก่อนคนอื่นเสมอ
สร้างความน่าเชื่อถือ (Trust & Credibility): เมื่อขยันนำเสนอโซลูชันพร้อมแผนสำรอง (Plan B) แทนที่จะหิ้วปัญหามาถามหัวหน้าเฉยๆ ทำให้ผู้บริหารเกิดความไว้วางใจ
พัฒนาทักษะแบบก้าวกระโดด: การพาตัวเองไปทดลองทำสิ่งใหม่ๆ หรือแก้ปัญหาล่วงหน้า เป็นการบังคับให้ตัวเองได้เรียนรู้ทักษะใหม่ (Upskilling) อยู่ตลอดเวลา
ในมุมของการบริหารองค์กรและการพัฒนาผู้นำ (Leadership Development) ทักษะ Proactive ถูกจัดให้เป็นคุณสมบัติไฟต์บังคับ (Must-have) ด้วยเหตุผลดังนี้:
องค์กรไม่ได้วัด Talent แค่จากผลงานในปัจจุบัน (Performance) แต่วัดจากศักยภาพในอนาคต (Potential) ซึ่งคนที่มีความ Proactive จะแสดงออกถึง Growth Mindset และความพร้อมที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone เพื่อรับผิดชอบงานที่ท้าทายกว่าเดิม
ผู้นำระดับสูงต้องเป็นคนที่นำพาองค์กรไปข้างหน้า ไม่ใช่แค่ประคองให้รอดไปวันๆ การเลือก Successor จึงต้องมองหาคนที่มีวิสัยทัศน์เชิงรุก (Proactive Vision) สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของตลาด และเตรียมความพร้อมให้ทีมล่วงหน้าได้
ผู้นำที่เป็น Proactive จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี พวกเขาจะไม่ใช้วิธีจับผิดพนักงาน แต่จะสนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ทีมงานกล้าคิด กล้าทำเชิงรุกตามไปด้วย ส่งผลให้องค์กรเกิดนวัตกรรม (Innovation) และขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว
การจะเป็นคนทำงานเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่จำเป็นต้องฝืนเปลี่ยนบุคลิกภาพของตัวเอง แต่คือการ ค้นหาและปลดล็อก “จุดแข็งเฉพาะตัว” แล้วหยิบมาใช้ขับเคลื่อนงานเชิงรุกในสไตล์ที่เป็นเรา:
ขับเคลื่อนเชิงรุกด้วยจุดแข็ง (Leverage Your Strengths):
สไตล์คิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic): ใช้พลังนี้มองภาพใหญ่ วิเคราะห์ความเสี่ยงล่วงหน้า และเสนอแผนสำรอง (Plan B) ให้องค์กรก่อนเกิดปัญหา
สไตล์สร้างความสัมพันธ์ (Relationship): ใช้ความเข้าอกเข้าใจ เดินเข้าหาและประสานงานกับทีมเชิงรุกเพื่ออุดรอยรั่วและลดความขัดแย้งก่อนจะบานปลาย
สไตล์ลงมือทำ (Executing): ใช้ความมุ่งมั่นลุยสร้างระบบ วางโครงสร้างงาน หรือทำโปรเจกต์ต้นแบบทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่ง
มาพร้อมทางออกเสมอ: ทุกครั้งที่เข้าพบหัวหน้าเพื่อรายงานปัญหา ให้พกแนวทางแก้ไข (Solutions) ที่ผ่านการคิดวิเคราะห์จากมุมมองจุดแข็งของคุณไปด้วยอย่างน้อย 2-3 ทางเลือก
เปลี่ยนคำถามในหัว: จากเดิมที่คิดว่า “งานนี้ต้องทำอะไรบ้าง?” ให้เปลี่ยนเป็น “ด้วยจุดแข็งที่เรามี เราจะช่วยทำให้งานนี้ดีขึ้น หรือลดปัญหาในอนาคตได้อย่างไร?”
ในโลกธุรกิจปัจจุบัน ความเก่งในหน้าที่อาจเพียงพอให้คุณรักษาเก้าอี้ตัวเดิมไว้ได้ แต่ “ความ Proactive ที่ขับเคลื่อนด้วยจุดแข็ง” จะเป็นสปริงบอร์ดที่ผลักดันให้คุณเติบโตอย่างก้าวกระโดด หากคุณอยากเป็นหนึ่งใน Talent หรือ Successor ที่องค์กรแย่งชิงตัว เริ่มต้นคิดและทำเชิงรุกในสไตล์ที่เป็นตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพราะผู้นำที่แท้จริง…คือผู้ที่กำหนดอนาคต ไม่ใช่ผู้ที่รอให้อนาคตมาถึง