-
- Gallup-CliftonStrengths Assessment
- Public Workshops
- For Corporates
- For Business Owners
- Private Coaching
- Blog
- About
หนึ่งในเรื่องที่ผู้นำเก่งๆหลายคนมักได้รับฟีดแบค คือ
“ลูกทีมบอกว่าเราไม่มี empathy”
“ทีมงานลาออกบ่อย”
“คนไม่ค่อยกล้าเข้าหา”
“พูดอะไรไป คนดู defensive”
“ตั้งใจดี แต่คนรู้สึกกดดัน”
1. การตระหนักรู้ในจุดบอดตนเอง self-awareness
2. ขาดทักษะการเข้าใจและยอมรับความแตกต่างของคน
2. ขาดทักษะการฟังอย่างไม่ตัดสิน
3. ขาดทักษะการสร้างพื้นที่ปลอดภัย
แนวทางการพัฒนาผู้นำด้วย Strengths-based Approach จุดบอดคือ การใช้จุดแข็งในทางลบ โดยเฉพาะเมื่อ:
* ใช้มากเกินไป
* ใช้ผิดบริบท
* หรือใช้จนไม่เห็น impact ต่อคนรอบตัว
หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเป็นทางลัดให้ผู้นำได้รู้จักตัวเองทั้งจุดข็งและจุดบอดคือแบบทดสอบจุดแข็ง Gallup CliftonStrengths All34 (ชื่อเดิมคือ StrengthsFinder) ตัวอย่างของจุดแข็งที่มักกลายเป็นจุดบอดในผู้นำเช่น
มัก:
* คิดเป็นระบบ
* วิเคราะห์เก่ง
* ใช้เหตุผล
* ต้องการความชัดเจน
ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ดีมากในการทำงาน
แต่ถ้าใช้มากเกินไป เวลาคนมาปรึกษา
อาจเผลอ:
* วิเคราะห์มากกว่ารับฟัง
* หาคำตอบเร็วเกินไป
* มอง facts มากกว่า feelings
* พยายามทำให้ทุกอย่างสมเหตุสมผลทันที
จนอีกฝ่ายรู้สึกว่า: “เขากำลังวิเคราะห์เรา มากกว่าฟังเรา”
—
คนที่มี Command สูง
มัก:
* กล้าพูด
* กล้าตัดสินใจ
* ชัดเจน
* จัดการสถานการณ์ยากได้ดี
แต่ถ้าใช้มากเกินไป
อาจเผลอ:
* feedback แรงเกิน
* คุม conversation มากเกิน
* พูดเร็วและตรงเกิน
* ทำให้คนไม่กล้าพูดความจริง
จนคนรอบตัวรู้สึกว่า:
> “อยู่ใกล้แล้วต้องระวังตัว” รู้สึกไม่ปลอดภัย
ทั้งที่จริงๆ แล้ว
หลายคนไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใครเลย
—
* เชื่อในการตัดสินใจตัวเอง
* มั่นใจ
* ไม่หวั่นไหวง่าย
* รับแรงกดดันได้ดี
แต่ถ้าใช้มากเกินไป
อาจเผลอ:
* ฟังน้อยลง
* รีบสรุปเร็ว
* dismiss มุมมองคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ
* หรือทำให้คนรู้สึกว่า “พูดไปก็ไม่เปลี่ยนอะไร”
—
คนที่มี Strategic สูง
มัก:
* มองภาพใหญ่
* เห็นทางเลือกเร็ว
* คิดอนาคตเก่ง
* move forward ได้ไว
แต่ถ้า focus ที่ strategy มากเกินไป
อาจเผลอ:
* ข้าม emotional impact
* เร่งทีมเร็วเกิน
* impatient กับคนที่ยังไม่พร้อม
* หรือมองข้าม process ทางอารมณ์ของคน
จนทีมรู้สึกว่า:
หัวหน้าเห็นแต่เป้าหมาย แต่ไม่เห็นความรู้สึกคน”
—
Empathy ไม่ใช่การเห็นด้วย แต่คือการฟังอย่างไม่ตัดสิน หลายคนเข้าใจผิดว่า Empathy คือ:
* ต้องเห็นด้วย
* ต้องรู้สึกเหมือนอีกฝ่าย
* ต้องตามใจคน
แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย
“ความสามารถในการเข้าใจมุมมองและความรู้สึกของอีกฝ่าย โดยไม่รีบตัดสิน”
และทักษะสำคัญที่สุดของ empathy คือ “การฟังอย่างไม่ตัดสิน”
เพราะคนจะรู้สึกว่า “ถูกเข้าใจ” ไม่ใช่ตอนที่เราเห็นด้วยเสมอไป
แต่คือเวลาที่เขารู้สึกว่า:
* เขาพูดได้
* เขาไม่ถูกรีบสรุป
* เขาไม่ถูกลดคุณค่า
* emotions ของเขาไม่ถูก dismiss
—
ผู้นำหลายคนมองว่า “อารมณ์ไม่มีประโยชน์ เสียเวลา” โดยเฉพาะผู้นำที่เก่งเรื่อง logic และ performance
มักถูกสอนมาให้:
* เน้นผลลัพธ์
* คิดเป็นเหตุเป็นผล
* ควบคุมอารมณ์
* แก้ปัญหาเร็ว
จนเผลอมองว่า:
* emotional conversation ไม่มีประโยชน์
* การคุยเรื่อง feelings คือเรื่องเสียเวลา
* งานสำคัญกว่าอารมณ์
แต่ในความจริง อารมณ์และความรู้สึกคือ “ข้อมูลสำคัญ” ของมนุษย์
เพราะเบื้องหลัง:
* burnout
* disengagement
* silence
* conflict
* turnover
* หรือ performance ที่ตกลง
หลายครั้งไม่ได้เกิดจาก skill อย่างเดียว แต่เกิดจาก emotional experience ในการทำงานด้วย
—
เมื่อผู้นำมี empathy มากขึ้น
ทีมจะเริ่มรู้สึกปลอดภัย:
* กล้าพูดความจริง
* กล้ายอมรับความผิดพลาด
* กล้าถาม
* กล้าขอความช่วยเหลือ
* กล้าเสนอไอเดีย
* และกล้าเป็นตัวเองมากขึ้น
เพราะเขารู้ว่า:
“ต่อให้พูดผิด เขาก็จะไม่ถูกตัดสินหรือถูกลดคุณค่า”และเมื่อทีมรู้สึกปลอดภัย
คนจะไม่ต้องใช้พลังไปกับ:
* การป้องกันตัวเอง
* การระวังคำพูดตลอดเวลา
* หรือการกลัวว่าจะถูก judge
พลังเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนเป็น:
* creativity
* engagement
* collaboration
* ownership
* และ performance ที่ดีขึ้นแทน
หลายครั้งทีมไม่ได้เต็มศักยภาพ
ไม่ใช่เพราะคนไม่เก่ง
แต่เพราะ “บรรยากาศและสภาพแวดล้อม” ไม่ปลอดภัยพอ
ให้คนได้ใช้ศักยภาพจริงๆ
—
Empathy จึง leadership skill ที่สำคัญมากเพราะสุดท้ายแล้ว
คนอาจไม่ได้จดจำแค่ว่า:
“คุณเก่งแค่ไหน”
แต่จะจดจำว่า: “เวลาอยู่กับคุณ เขารู้สึกอย่างไร”
และผู้นำที่เก่งที่สุดอาจไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุด
แต่คือคนที่ทำให้ทีมรู้สึกว่า:
“ที่นี่ปลอดภัยพอ ที่เราจะเติบโตได้เต็มศักยภาพ”
MindSpring Academy มีหลักสูตรสำหรับองค์กรและผู้นำ ที่ช่วย:
สอบถามละเอียดเพิ่มเติมได้ที่