-
- Gallup-CliftonStrengths Assessment
- Public Workshops
- For Corporates
- For Business Owners
- For Individuals
- Blog
- About
สำหรับผู้นำยุคใหม่ การมี Self Awareness และ Reflection การตระหนักรู้ในตนเอง และการสะท้อนตัวตน สามารถช่วยให้เข้าใจบทบาทของตัวเองได้ดีขึ้น มีความเข้าใจในจุดที่ตัวเองจะเติบโตก้าวหน้าได้ หรือ จุดที่ควรปรับปรุง และสามารถปรับใช้จุดแข็งของตนเอง ตั้งเป้าหมายที่เป็นจริง ตัดสินใจ และจัดลำดับความสำคัญได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงาน
ผู้นำควรทำความรู้จักบุคลิกภาพ จุดแข็ง จุดอ่อน ของลูกน้อง เพื่อช่วยส่งเสริมให้พวกเขาเติบโตในสายอาชีพ และบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้ และสามารถเลือกใช้ประโยชน์จากจุดแข็ง จุดอ่อนให้ได้ เช่น ลูกน้องอาจจะเป็นคนละเอียด ทำงานรวดเร็วแต่ขาดความคิดสร้างสรรค์ ก็ต้องรู้จักใช้ หรือมอบหมาย แจกจ่ายงานที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ขององค์กรที่สุด หรือ เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้เรียนรู้ และลองทำงานใหม่ ๆ ที่มีความท้าทายมากขึ้น
Growth Mindset คือ กรอบความคิดที่เชื่อว่าคนเราสามารถพัฒนาได้ตลอด ดังนั้นผู้นำที่มี Growth Mindset มักพร้อมที่จะเรียนรู้กับสิ่งใหม่ ๆ และพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา เมื่อเจอกับอุปสรรคต่าง ๆ ก็มองว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ได้เรียนรู้ ได้ลองทำสิ่งใหม่ ผู้นำองค์กรที่มี Growth Mindset จะเชื่อว่าพฤติกรรม ความเชื่อ ความฉลาด ฯลฯ ของแต่ละคนสามารถที่จะพัฒนาเรียนรู้กันได้ ขณะที่คนที่มี Fixed Mindsets นั้นไม่เชื่อว่าคนเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้

Self-Leadership หรือ “ภาวะผู้นำตนเอง” คือ การรู้จักบทบาทตนเองในองค์กร และความสามารถในการนำตนเอง ภาวะผู้นำตนเอง เมื่อได้รับการพัฒนาจะเกิดผลดีต่อตนเอง และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน จึงต้องสร้างให้เกิดการพัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้นำที่มีภาวะผู้นำตนเอง มีวิสัยทัศน์ความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง มีความพร้อมในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง มีความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และมีความพร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีคุณภาพได้ต่อไป
ผู้นำที่มีทักษะการปรับตัวเก่ง และมีทักษะความยืดหยุ่น มักจะมองหาโอกาสอยู่เสมอ จะขยายขอบความสามารถของตัวเองไปเรื่อยๆ และ มีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดี มีการเตรียมพร้อมในความไม่แน่นอน แทนที่จะติดอยู่กับปัญหา แต่จะมีแผนอื่นอยู่เสมอ
เมื่อองค์กรต้องเผชิญกับวิกฤต หรือปัญหา การที่ผู้นำมีทักษะ Adaptability & Flexibility มีการปรับตัว และความยืดหยุ่นทางความคิดที่สูง จะช่วยให้องค์กรนั้นผ่านวิกฤตไปได้
ผู้นำยุคใหม่ที่ต้องเผชิญกับความรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารมากมายในโลกปัจจุบัน อาจทำให้เกิดภาวะ Burn out หรือเครียดสะสมได้โดยไม่รู้ตัว การมีทักษะการจัดการความเครียด ความคิดของตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเข้าใจสิ่งฉุดรั้งในโลกภายในของตัวเอง
ผู้นำต้องสามารถเข้าใจอารมณ์ของผู้ร่วมงาน รวมถึงภาษากาย หรืออารมณ์ที่อาจซ่อนอยู่ แม้ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ด้วย ผู้นำที่ดีไม่ใช่แค่รู้ว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร แต่ยังต้องมีทักษะที่สามารถช่วยผลักดันทีมไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้
เมื่อพูดถึงการบริหารเวลา และการจัดการพลังงาน ทั้งสองอย่างนี้มีหลายอย่างที่อาจจะเหมือนกัน เมื่อคุณเป็นผู้บริหาร และมีความเข้าใจเรื่องการจัดการเวลา และพลังงานเป็นอย่างดีแล้ว คุณจะเห็นว่าในแต่ละวันคุณสามารถทำอะไรได้มากแค่ไหน
ผู้นำยุคใหม่ ต้องรู้จักการบริหารเวลา และการจัดการพลังงานในตัวเองให้ได้ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะกลายเป็นคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจาก ภาวะหมดไฟ Burnout ได้ เพราะความเครียดจากการที่ไม่สามารถควบคุม หรือจัดการอะไรในชีวิตได้

Active Listening หรือ การฟังอย่างตั้งใจ เป็นส่วนสำคัญของทักษะการสื่อสาร เมื่อคุณเป็นหัวหน้าหรือผู้นำ การให้ความสนใจกับคู่สนทนา หรือลูกน้องของคุณ เท่ากับคุณแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าคุณกำลังรับฟังสิ่งที่พวกเขาพูด ซึ่งจะเป็นการสร้างความไว้วางใจ และทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าคำพูดของพวกเขามีความสำคัญต่อคุณ
Active Listening ยังทำให้สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิต และการทำงานดีขึ้น ลดการสื่อสารที่ผิดพลาด ช่วยในการแก้ไขข้อขัดแย้ง และสร้างบรรยากาศ Positive ในการแลกเปลี่ยนกัน
ผู้นำยุคใหม่ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อเอื้อให้เกิดการทำงานเป็นทีมที่ดี โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถสร้างความมั่นใจและความไว้ใจจากลูกน้อง กระตุ้นขวัญกำลังใจในที่ทำงาน สร้างสายสัมพันธ์ เพื่อให้การทำงานราบรื่น ส่งผลต่อประสิทธิภาพของงาน

ทักษะการโค้ชเป็นความสามารถสำคัญผู้นำควรมีใช้เพื่อช่วยพัฒนาให้คนในทีม เป็นส่วนสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของสมาชิกในทีม ทักษะการโค้ชไม่จำเป็นต้องมีติดตัวมาแต่เกิด แต่เป็นชุดทักษะที่ต้องใช้ความพยายาม ความตั้งใจ และการฝึกฝน
หากมีทักษะการโค้ช และ การฟีดแบ็กที่ดี จะช่วยปลดล็อกศักยภาพในตัวพนักงาน ซึ่งนำไปสู่ทีมที่มีประสิทธิผลมากขึ้น มีความยืดหยุ่นมากขึ้น พนักงานจะได้รับประโยชน์ มีความเครียดลดลง มีจุดมุ่งหมายมากขึ้น
ความขัดแย้ง คือ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทำงานร่วมกัน ผู้นำที่ดีต้องรู้วิธีจัดการกับความขัดแย้งเพื่อประโยชน์ของทุกคนที่เกี่ยวข้อง
การจัดการความขัดแย้งเป็นทักษะที่สามารถช่วยผู้นำให้สร้างทีมที่ประสบความสำเร็จขึ้นได้ เมื่อคุณรวมทีมที่มีคนที่มีบุคลิกแตกต่างกัน มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นแน่ ๆ แต่ความรู้และความเชี่ยวชาญในทักษะการจัดการความขัดแย้งจะสามารถช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หรือแก้ไขได้
ผู้นำต้องวางแผนกลยุทธ์ และ กำหนดเป้าหมายได้ คนในทีมต้องการเป้าหมายเพื่อที่พวกเขาจะได้มีทิศทาง และจุดประสงค์ของการทำงาน
ผู้นำองค์กรต้องมีทักษะการแก้ปัญหาและการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทักษะและความสามารถที่สำคัญในการบริหารงาน เพราะในการทำงาน ไม่ว่าในตำแหน่งใดจะต้องเผชิญกับปัญหาและสภาวการณ์ที่ต้องตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา
ในโลกการทำงานยุคใหม่ ผู้นำต้องไม่โฟกัสแค่เพียงผลลัพธ์เท่านั้น แต่ต้องบรรลุผลในการทำงานโดยปราศจากความเครียดด้วย เพราะเมื่อจิตใจของเราปลอดโปร่ง และความคิดของเราเป็นระเบียบเท่านั้นที่จะทำให้งานได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยไม่ส่งผลต่อสภาพจิตใจในระยะยาว
การเป็นผู้นำ หรือ การจัดการทีม คือ ความสามารถของผู้นำในการนำทีมให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันให้ได้ การจัดการทีมที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องมีทั้งการสนับสนุน การสื่อสาร และยกระดับสมาชิกในทีม เพื่อให้พวกเขาทำงานอย่างเต็มความสามารถ และเติบโตต่อไปในฐานะมืออาชีพได้